เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชนไม่มีสภาพเป็นพรรคการเมืองเหลือแต่ซาก ไม่มีวิญญาณพรรคแล้ว เนื่องจากไปอยู่พรรคเพื่อไทยกันหมดและไปแบ่งปันตำแหน่งทางการเมือง เห็นได้ว่าตำแหน่งทางการเมืองล่าสุดไปอยู่ที่พรรคใหม่ด้วย ดังนั้น คนที่ติดอยู่ในซากเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ คนพวกนี้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง อีกทั้งมาตรการที่ คมช.ออกมา ไม่สามารถห้ามไม่ให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะทำอยู่หลังฉากและ ยังมีอิทธิพลกำหนดทิศทางทางการเมืองด้วย เห็นได้จากการจัด ครม.สมชาย 1 มีการรวมกลุ่มกัน โดยมีผู้อยู่ เบื้องหลังดำเนินการ แล้วมันขยายไปถึงที่กล่าวหากลุ่มเพื่อนเนวิน ว่าเป็นแก๊งออฟโฟร์ พอมีเวลายึดอำนาจจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯในขณะนั้น มาเป็นอีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้เรียกว่ากลุ่มอะไร ถ้าจะกล่าวหาบ้างก็ได้ อีกทั้งในพรรคมีการแบ่งกลุ่มแยกตัวเป็นเอกเทศ ผู้ไปตั้งพรรคใหม่ก็มาข่มขู่ว่า ถ้าไม่มาด้วยจะไม่รับเข้าพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่าออกมาพูดอย่างนี้พรรคเพื่อไทยคงไม่รับเข้าเป็นสมาชิกพรรค ร.ท.กุเทพตอบว่าไม่เป็นอะไร เพราะไม่ได้หวังจะไปอยู่แล้ว 

เชื่อ “สมชาย 1” อยู่ไม่เกิน 3 เดือน

นายกุเทพกล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์ถึงโฉมหน้า ครม.สมชาย 1 จะทำให้รัฐบาลไปเร็วนั้น รัฐบาลนี้จะอยู่ได้ไม่นานเกิน 3 เดือน เพราะพรรคต้องถูกยุบ ถ้านายสมชายดูแล้วเห็นว่า พรรคจะถูกยุบแล้วยุบสภาก่อนก็ทำได้ แต่ถ้ารอให้พรรคถูกยุบก่อน มันจะมีคำถามว่าเมื่อท่านถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ดังนั้น เห็นว่ามันจะเกิดปัญหาดังกล่าว ท่านอาจจะยุบสภาก่อนยุบพรรคก็ได้ อายุของรัฐบาลก็อยู่ได้ แค่นี้แหละ และตอนนี้ก็ได้เตรียมพร้อมรองรับไว้หมดแล้ว อย่างไรก็ตามที่ไม่มีความเป็นธรรมกับพรรคพลังประชาชน คือคนที่ทำงานกับพรรคมาจริงๆเหมือนถูกมองข้ามไป แล้วคนที่ทำการเมืองใหม่ มาอาศัยเนื้อของพรรคพลังประชาชนเก็บกินไป และอิ่มเอมไปด้วยตำแหน่งทางการเมือง เสร็จแล้วก็ไปอยู่พรรคใหม่ ส่วนคนที่อยู่ในพรรค พลังประชาชนที่ต่อสู้กันตั้งแต่พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค กลายเป็นคนที่เกาะอยู่กับซาก รอการถูกตัดสิทธิทางการเมือง อีกทั้งสภาพของพรรคพลังประชาชนวันนี้ไม่สามารถควบคุมอะไรได้แล้ว สภายังล่ม พรรคประชุมกันไปตามเรื่อง และโดยสภาพกลุ่มเพื่อนเนวินก็ถูกสลายไป เพราะใครไปบอกว่าไม่ได้อยู่กลุ่มเพื่อนเนวินจะได้ ตำแหน่งรัฐมนตรี ตรงนี้ไม่มีปัญหา สุดท้ายก็มีกลุ่มใหม่ ที่ไม่ใช่กลุ่มเพื่อนเนวิน 

กลุ่มเนวินพูดเป็นนัยรอจังหวะก๊อกสอง

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุว่ากลุ่มต่างๆภายในพรรคต่างคนต่างอยู่ เพราะปล่อยให้บุคคลที่ทำพรรคถูกยุบมาจัดโผ ครม.โดยไม่เปิดให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมพิจารณาว่า ยังไม่ทราบ รอจังหวะก๊อกสองก่อน แต่ข้อเท็จจริงลึกๆเป็นไปตาม ร.ท.กุเทพระบุไว้นั่นแหละ ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มเพื่อนเนวินจะเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไรต่อ นายนิสิตตอบว่า ขณะนี้ยังนิ่งอยู่ ต้องรอดูอีกสักระยะก่อน เมื่อถามว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ไปกรอกใบสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยโดยไม่ลงวันที่ แต่ไม่มี ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินไป นายนิสิตตอบว่า การกรอกใบสมัครสมาชิกพรรคล่วงหน้าถือว่าอันตราย เดี๋ยวเกิดการตีความหลุดจากสภาพ ส.ส. ทั้งนี้กลุ่มเนวินไม่มีปัญหา คงไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ยุบพรรคแล้วถึงว่ากัน

ยัน “สมัคร-สุรพงษ์” ยังอยู่กับ พปช.

นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ประกาศหยุดรับตำแหน่งว่า จนถึงขณะนี้ทั้ง 2 คนยังไม่เคยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ถือเป็นผลดีต่อการทำงานของพรรค ไม่วุ่นวาย เพราะถ้ามีการลาออกตอนนี้ จะต้องมีการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญ เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคกันใหม่ เมื่อถามว่า คณะกรรมการบริหารชุดนี้มีอำนาจบริหารพรรคอยู่หรือไม่ เพราะการตั้งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคไม่มีส่วนตัดสินใจ นายสมานตอบว่ายังมีอำนาจเต็มตามข้อบังคับพรรค รวมถึงในการพิจารณาตั้งรัฐมนตรีด้วย โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพรรค ไม่มี ปัญหาอะไร เมื่อถามว่า ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุว่าคณะกรรมการบริหารพรรคไม่มีอำนาจในการบริหารพรรคที่แท้จริง  นายสมานตอบว่า  ถ้ามีปัญหาอะไร สามารถพูดกันได้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส่วนที่มีสมาชิกพรรคพลังประชาชนยื่นใบลาออก เพื่อไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยนั้น เพราะท่าทีของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญถ้าวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนมีโอกาสถูกยุบสูงถึง 99% ดังนั้นการเตรียมพรรคเพื่อไทยให้พร้อมและมั่นคงไว้ ถือเป็นเรื่องที่ดีจะได้มีที่ไปกัน ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วถูกยุบพรรคไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน 

ย้ำพรรคมอบดาบ “สมชาย” ตั้ง รมต.

นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ประธานภาค กทม. และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะกลุ่มเพื่อนเนวิน ระบุว่าหลังตั้ง ครม.ทำให้สภาพภายในพรรคพลังประชาชนง่อนแง่น ต่างกลุ่มต่างอยู่และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีในโควตาของพรรค โดยไม่ให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเข้าร่วมพิจารณาว่า ในวันที่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค มีมติมอบอำนาจให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค มีอำนาจพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นเป็นรัฐมนตรี แต่ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ไม่ได้เข้าประชุมด้วย จึงถือว่าไม่เกี่ยว เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมและองค์ประชุมก็ครบ ส่วนกรณีที่หลังตั้ง ครม.สมชาย 1 ไปแล้วทำให้กลุ่มต่างๆภายในพรรคพลังประชาชน ต่างกลุ่มต่างอยู่นั้นเรื่องนี้ต้องรอดูไปก่อนเพราะขณะนี้ยังไม่มีความแตกแยกกันภายในพรรค 

ปัดข้อเสนอของ 24 อธิการบดี 

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ 24 อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆ เสนอทางออกการเมืองไทยโดยมีการตั้งคณะกรรมการการปฏิรูปการเมืองใหม่ว่า เรื่องนี้จะเห็นได้ว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และเท่าที่คุยกับ ส.ส.ในพรรคหลายคน ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯได้รับลูก โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังปฏิรูปการเมือง เพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป ชี้ให้เห็นว่ากระเสือกกระสนดิ้นทำทุกอย่างเพื่อเป็นรัฐบาลให้ได้ โดยไม่คำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งพยายามดึงภาคประชาชนเข้ามาและภาคประชาชนที่เคลื่อนไหว แต่ถามว่ายึดหลักการในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ทำเกินกว่าเหตุทั้งนั้น ถ้าจะปฏิรูปการเมืองต้องปฏิรูปการเมืองภาคประชาชนด้วย ไม่ใช่ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย มันไม่ได้ ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไปหมดการชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องชุมนุมในพื้นที่ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น และไม่ใช้คำหยาบคายด่าคนอื่นผ่านสาธารณะ 

ยัน “ยงยุทธ” ไม่แทรกแซง กก.บห.

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุกรรมการบริหารพรรคไม่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการบริหารพรรค เพราะโดนผู้ตัดสิทธิทางการเมืองบางคนเข้ามาก้าวก่ายการบริหารพรรคนั้นไม่เป็นความจริง ยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรคยังมีอำนาจเต็มที่ทุกอย่าง ในฐานะรองเลขาธิการพรรคก็ยังมีอำนาจเต็มอยู่ ไม่ทราบว่าเหตุใด ร.ท.กุเทพจึงพูดเช่นนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ท.กุเทพพุ่งเป้าไปที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าอยู่เบื้องหลังในการแทรกแซงอำนาจของกรรมการบริหารพรรค นายสุขุมพงศ์ตอบว่า ยืนยันว่านายยงยุทธไม่มีบทบาท และไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอำนาจการบริหารพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ท.กุเทพบอกว่า กรรมการบริหารพรรคเตรียมจะออกแถลงการณ์เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องนี้ นายสุขุมพงศ์ ตอบว่า ไม่มีการออกแถลงการณ์ใดๆ และกรรมการบริหารพรรคก็ไม่เคยหารือกันเรื่องนี้เลย

“สมชาย” เตรียมเจรจาหย่าศึกในพรรค

นายสุขุมพงศ์กล่าวว่า ส่วนปัญหาภายในพรรคที่ ส.ส.แตกแยกเป็นกลุ่มก๊วนต่างๆ เนื่องจากไม่พอใจที่ไม่ได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีให้นั้น ถือเป็นเรื่อง ธรรมดา ที่ภายหลังการแต่งตั้ง ครม.เสร็จแล้วก็ย่อมมีผู้ ไม่พอใจอยู่บ้าง ภายหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จ แล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาเคลียร์ ปัญหาเพื่อทำความเข้าใจกับ ส.ส.เหล่านี้ เชื่อว่าจะปรับความเข้าใจกันได้ เพราะไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร คงไม่ เกินความสามารถที่นายสมชายจะเข้ามาบริหารจัดการ เพราะพรรคไม่ได้แตกแยกอะไรมากมาย 

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรคยังมี อำนาจบริหารงานในพรรคได้ตามปกติ ไม่ได้ถูกแทรกแซงตามที่ ร.ท.กุเทพพูด และนายยงยุทธก็ไม่ได้เข้ามาแทรก แซงหรือยุ่งเกี่ยว เรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล เพราะที่ประชุมพรรคมีมติเอกฉันท์มอบอำนาจให้นายกฯเป็นผู้เลือก ครม.เพียงผู้เดียว ซึ่ง ร.ท.กุเทพก็ทราบดี คงไม่มีใครมาแทรกแซงนายกฯได้ การที่คนส่วนน้อยไม่พอใจ คงเป็นปัญหาส่วนตัวมากกว่า 

รองประธานสภาฯมั่นใจสภาไม่ล่ม

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทน ราษฎร กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เชื่อว่าต่อจากนี้ไปคงจะไม่เกิดเหตุการณ์สภาฯล่มอีกแล้ว เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เพียงแต่วันพฤหัสที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ ผนวกกัน อาทิ มีการเลื่อนเวลาประชุมให้เร็วขึ้น มี ส.ส. หญิงส่วนหนึ่งไปให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.ที่ จ.เพชรบูรณ์ บางคนไปกับรัฐมนตรี ขณะที่บางส่วนยังทำใจไม่ได้จึงทำให้เสียงของรัฐบาลขาดไปเพียง 10 กว่าเสียง แต่ในวันประชุมพรรคพลังประชาชนวันอังคารที่จะถึงนี้ คงจะขอความร่วมมือและกำชับ ส.ส.ของพรรคให้รู้หน้าที่ของ ส.ส. ที่จะต้องทำงานนิติบัญญัติในฐานะรองประธานสภาผู้แทน ราษฎรฯ ก็จะพยายามทำความเข้าใจกับสมาชิก ให้ตระหนัก ถึงความรับผิดชอบของ ส.ส.ให้มากขึ้น จะมีวิปรัฐบาลคอยทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ และถือเป็นเรื่องดีที่สื่อ มวลชนจะช่วยกันประสานผู้ที่ขาดประชุม ส่วนกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกม็อบพันธมิตรฯ ล้อมในขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการรัฐสภาพบประชาชนที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า เท่าที่ดูก็เห็นมีอยู่ภาคเดียวที่ยังมีปัญหา ท่านไปทำงานในฐานะตัวแทนส.ส.ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ น่าจะให้เกียรติกันบ้าง 

นายกฯกำชับหวั่นสภาล่มซ้ำซาก 

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงมาตรการป้องกันที่ประชุมสภาล่ม เพราะองค์ประชุมไม่ครบว่า เรื่องนี้พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว โดยมอบหมายให้วิปรัฐบาลของแต่ละพรรค ช่วยกันประสานงานกับ ส.ส.ภายในพรรค และในวันพุธที่ 1 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมวิปรัฐบาลอีก คงจะมีการกำชับเรื่องนี้อีกครั้ง เมื่อถามว่า วิปพรรคพลังประชาชนได้ประสานงานให้ ส.ส.พลังประชาชนเข้าประชุมอย่างไร นายวิทยาตอบว่า ในวันอังคารที่ 30 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมพรรค โดยจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือด้วย เพราะนายกฯกำชับให้ดูแลเรื่องนี้ เมื่อถามว่า กลุ่มต่างๆในพรรคร่วมรัฐบาลทำใจได้หรือยัง หลังจากตัวแทนกลุ่มไม่ได้เป็นรัฐมนตรีตามโควตาที่ตกลงกันไว้ นายวิทยาตอบว่า เหตุการณ์สภาล่มคงไม่ได้เกิดจากสาเหตุดังกล่าว เพราะนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ ส.ส.ลำพูน และนายบุญลือ ประเสริฐโสภา ส.ส.ราชบุรี ที่หลุดจากโควตารัฐมนตรี ก็เข้าไปขานชื่อในวันที่สภาล่ม เมื่อถามว่า วิปรัฐบาลมั่นใจว่าสภาจะไม่ล่มอีกแล้ว นายวิทยาตอบว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้พูดคุยกัน และนายกฯกำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ช่วยประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

 

Citation  =  Thairath

Posted by Apimouk  Kumsura 5131601577 Sec 02

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

posted on 26 Sep 2008 14:45 by deklaw-mfu51

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (อังกฤษ: World War I หรือ First World War) เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 - 1918 ผลจากสงครามทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย รวมกันไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน สาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ การลอบปลงพระชนม์อาร์คดุยค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ รัชทายาทของบัลลังก์จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยกัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอสเนีย ซึ่งเป็นสมาชิกของแก๊งมือมืด และการแก้แค้นของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต่อราชอาณาจักรเซอร์เบียก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก่อให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ปะทุขึ้นในทวีปยุโรป ภายในหนึ่งเดือน ทวีปยุโรปส่วนมากก็อยู่ในสภาวะสงคราม

สงครามครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ มหาอำนาจไตรภาคี (Triple Entente) ซึ่งเดิมประกอบด้วย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร จักรวรรดิรัสเซีย รวมไปถึงประเทศอาณานิคมด้วย โดยส่วนใหญ่รัฐที่เข้าร่วมสงครามในภายหลังจะเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร โดยชาติมหาอำนาจที่เข้าสู่สงครามด้วย ได้แก่ อิตาลี เมื่อเดือนเมษายน 1915 และสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนเมษายน 1917 และฝ่ายมหาอำนาจกลาง ซึ่งเดิมประกอบด้วย จักรวรรดิเยอรมนี จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และดินแดนอาณานิคม จักรวรรดิออตโตมานได้เข้าร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจกลางเมื่อเดือนตุลาคม 1914 และบัลแกเรียในอีกปีให้หลัง ระหว่างช่วงสงคราม ประเทศที่วางตัวเป็นกลางได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สเปนและประเทศตามคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย แม้ว่าประเทศเหล่านี้อาจจะเคยส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ไปช่วยเหลือบางประเทศที่รบอยู่ก็ตาม

การสู้รบที่เกิดขึ้นตามแนวรบด้านตะวันตกเกิดขึ้นไปตามระบบสนามเพลาะ และป้อมปราการซึ่งถูกแยกออกจากกันด้วยดินแดนรกร้าง แนวปราการเหล่านี้ตรึงขนานออกไปเป็นระยะมากกว่า 600 กม. และเป็นส่วนสำคัญของสงครามสำหรับคนจำนวนมาก ส่วนในแนวรบด้านตะวันออก ที่ราบฝั่งตะวันออกที่กว้างขวางและเครือข่ายทางรถไฟที่จำกัด ทำให้การรบในสนามเพลาะไม่สามารถทำได้ แม้ว่าความรุนแรงของความขัดแย้งในด้านตะวันออกนั้น จะพอๆ กับด้านตะวันตกก็ตาม แนวรบตะวันออกกลางและแนวรบอิตาลีก็มีการสู้รบกันอย่างดุเดือดเช่นกัน และการสู้รบก็ยังลุกลามไปยังน่านน้ำ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คือการรบกลางอากาศ

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายพันธมิตร และความปราชัยของฝ่ายมหาอำนาจกลาง ภายหลังสงคราม ได้มีการเซ็นสนธิสัญญาจำนวนมาก แต่ที่สำคัญคือ สนธิสัญญาแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919 แม้ว่าฝ่ายเยอรมนีจะยอมสงบศึกไปก่อนแล้วในปี 1918 ผลที่สำคัญอย่างหนึ่งของสงคราม ก็คือการวาดรูปแผนที่ยุโรปใหม่ ประเทศฝ่ายมหาอำนาจกลางสูญเสียดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดประเทศใหม่ขึ้นมาในยุโรปตะวันออก เยอรมนีสูญเสียอาณานิคมโพ้นทะเลทั้งหมด รวมไปถึงการต้องชดใช้ค่าปฏิกรสงครามจำนวนมหาศาล และการต้องทนการถูกตราหน้าว่าเป็นผู้เริ่มสงคราม จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้แตกออกเป็นประเทศเอกราชใหม่ ได้แก่ ออสเตรีย ฮังการี เชโกสโลวาเกีย ยูโกสลาเวีย จักรวรรดิออตโตมานล่มสลาย แผ่นดินเดิมของจักรวรรดินอกจากที่ราบสูงอนาโตเลียได้ถูกแบ่งให้กลายเป็นอาณานิคมของผู้ชนะสงครามทั้งหลาย ส่วนชาวอาหรับเดิมได้กลายเป็นประเทศตุรกี จักรวรรดิรัสเซียซึ่งได้ถอนตัวจากสงครามในปี 1917 ได้สูญเสียดินแดนของตนเป็นจำนวนมากทางชายแดนด้านตะวันตกกลายเป็นประเทศใหม่ ได้แก่ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย และ โปแลนด์ และได้มีการก่อตั้ง สันนิบาตชาติ เพื่อเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีจุดประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศด้วยวิธีการทางการทูต สงครามโลกครั้งที่หนึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคระเบียบโลกที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามนโปเลียน และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น

            

ในสมัยบิสมาร์คเป็นผู้นำในการสร้างจักรวรรดินิยมเยอรมัน เมื่อบิสมาร์ครบชนะฝรั่งเศส และประกาศจักรวรรดิเยอรมันแล้วจึงดำเนินการตั้ง The Three Emperor's League ซึ่งแสดงความเป็นสัมพันธมิตรระหว่าง เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ด้วยเจตนาสำคัญประการแรกคือ ป้องกันการแก้แค้นของฝรั่งเศส ต่อมาภายหลังเมื่อออสเตรีย-ฮังการี และรัสเซีย ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กัน จนมิอาจเป็นพันธมิตรต่อกันได้ บิสมาร์คจึงชักชวนอิตาลีเข้าแทนที่รัสเซีย จึงเกิดไตรพันธมิตรขึ้น

ครั้งบิสมาร์คหมดอำนาจลง จักรพรรดิเยอรมัน ไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 ทรงเลิกนโยบายเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย และสร้างความไม่พอใจให้อังกฤษด้วยการเริ่มโครงการขยายกองทัพเรือและขยายอิทธิพลดินแดนตะวันออก ฝรั่งเศสจึงได้โอกาสเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับรัสเซียและเข้าใจอันดีกับอังกฤษ และในที่สุดเมื่อทั้งสามมหาอำนาจตกลงในความขัดแย้งเรื่องอาณานิคมที่เคยมีต่อกันได้แล้ว จึงจัดตั้ง Triple Entente ในปี ค.ศ. 1907

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1914 กัฟรีโล ปรินซีป นักเรียนชาวเซิร์บบอสเนีย ได้ลอบปลงพระชนม์ อาร์คดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรีย ผู้เป็นรัชทายาทต่อบัลลก์ของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ที่เมืองซาราเยโว เขาเป็นสมาชิกของกลุ่มบอสเนียหนุ่ม ซึ่งมีเป้าหมายที่จะรวมพวกสลาฟใต้เข้าไว้ด้วยกัน และประกาศเอกราชจากจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี การลอบปลงพระชนม์ที่เมืองซาราเยโวได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ลุกลามต่อมาจนกลายเป็นสงครามเต็มขนาด จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีต้องการให้เซอร์เบียลงโทษผู้กระทำผิด และเมื่อเซอร์เบียปฏิเสธการกระทำใดๆ จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็ได้ประกาศสงคราม ซึ่งการที่มหาอำนาจยุโรปจำนวนมากต้องเข้าสู่สงครามภายในหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากข้อตกลงการป้องกันร่วมกัน และการเข้าแทรกแซงสงครามของประเทศพันธมิตรของตน